Title : เจ้าแมวหน้าขาวกับสี่เท้าโกลเดน

Author : S K – S a K U

Rating : G (ทุกเพศทุกวัย เรทนี้หายากนะคะ ดังนั้นอ่านเถอะ 55 บังคับเลย)

Genre : A/U

Author’s note : โปรเจคดองที่พลอตไว้กับคุณแม่น้องกวังเมื่อต้นปี ฮา~ เพราะดูจากเนื้อเรื่องแล้วคงยากที่จะเขียน แถมออกแนวนิทานมากกว่าจะเป็นฟิคชั่นอีกต่างหาก  

 

อ่านจบห้ามถามว่าต้องการอะไรนะ แค่คิดว่าอิมเมจเด็กๆมันก็คล้ายกับตัวละครทั้งสองนั่นแหละ ฮา~

 

 

 

 

 

ภายในบ้านโทนสีอบอุ่นที่ถูกจัดแต่งไว้อย่างลงตัวสำหรับชีวิตคู่ เจ้าเหมียวน้อยขนยาวสีขาวสะอาดตานอนขดตัวอย่างมีความสุขอยู่บนโซฟาท่ามกลางกองหมอนอิง โดยที่ตรงพื้นพรมด้านล่างมีเจ้าสุนัขน้อยนอนแผ่หราอยู่ไม่ห่างกัน บรรยากาศยามบ่ายสุดแสนสงบ จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้น สองสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยจึงเด้งตัวจากที่นอนวิ่งไปยังหน้าประตูทันที

 

“เจ้าเหมียว/เจ้าหมา มารับแม่เหรอจ๊ะ?” หญิงสาวหน้าตาสะสวยในชุดเดรสสีอ่อนกล่าวทักทั้งสอง แล้วย่อตัวอุ้มเจ้าแมวเหมียวขนฟูไว้ในอ้อมแขน เหมือนกับที่ชายหนุ่มทำกับเจ้าหมาน้อยสีน้ำตาล ก่อนที่เจ้าของบ้านทั้งสองจะพากันเดินไปนั่งลงบนโซฟาที่สองจ้อยเคยจับจองนอนเล่นอยู่ก่อนหน้า

 

“วันนี้หมาน้อยของพ่อไปเล่นซนที่ไหนมาหรือเปล่า?” ชายหนุ่มกล่าวถามเจ้าหมาน้อยพร้อมกับลูบหัวมันอย่างเอ็นดู

 

“แล้วแมวเหมียวของแม่ล่ะ เป็นยังไงบ้าง?” เสียงใสจึงกล่าวทักเหมียวขนฟูบนตักของเธอบ้าง

 

“เหมือนเพิ่งจะเจอกันเมื่อวาน แต่สองตัวนี้โตขึ้นมากเลยนะคุณ” คุณพ่อบ้านกล่าวบอกภรรยาเมื่อนึกถึงวันแรกที่ได้เห็นหน้าเจ้าตัวเล็กทั้งสอง วันนั้นเขาได้ลูกหมาจากบ้านของพี่ชายและบังเอิญมากที่เซนาก็รับได้ลูกแมวเปอร์เซียมาจากน้องสาวในวันเดียวกัน

 

“นั่นสิคะ ฉันว่าอีกไม่นานคุณก็คงอุ้มเจ้าหมาไม่ได้แล้วล่ะ” โจเซนาแซวสามีเมื่อหันไปสบตากับเจ้าตูบที่โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“ผมก็คิดอยู่” คุณพ่อบ้านยิ้มกว้าง โดยมีเจ้าตูบนั่งมองตาแป๋ว

 

“แมวเหมียวกับหมาน้อยเป็นลูกของพ่อกับแม่ เป็นพี่น้องกัน ดังนั้นอย่าทะเลาะกันนะรู้มั๊ยจ๊ะ” เสียงใสพร่ำบอกเจ้าตัวเล็กทั้งสองที่เธอเอ็นดูดั่งลูกในไส้ แม้จะเป็นคนละสายพันธุ์แต่สองสามีภรรยาเลี้ยงมาเหมือนพี่น้องจึงอยากให้รักกัน

 

เจ้าตัวจ้อยเชื่อฟังเจ้านายเป็นอย่างดีมาตลอด จนกระทั่งทั้งคู่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม มีบางครั้งที่เจ้าเหมียวออกไปเที่ยวจนได้พบเพื่อนฝูง และเจ้าหมาก็เริ่มมีสังคมในแบบของมัน

 

 

“เฮ้ย ไอ้หน้าขาว เอ็งยังไปไหนมาไหนกับไอ้ลูกหมานั่นอีกเหรอวะ” เสียงเจ้าเหมียวลายเสือที่อาวุโสสุดในกลุ่มเอ่ยถาม

 

“อือ ทำไมล่ะ?” เจ้าเหมียวหน้าขาวตอบกลับโดยทันที

 

“เอ็งไม่รู้หรือไงว่าหมากับแมวไม่ถูกกัน เราเป็นแมว เป็นชนชั้นที่เหนือกว่าหมา จะคบกับมันเหมือนเพื่อนได้ยังไง” ไอ้ลายเสืออธิบายเหมียวขนฟู

 

“แต่เจ้านายชั้นเขาบอกให้เรารักกัน เพราะพวกเราโตมาด้วยกัน” เหมียววัยหนุ่มกล่าวตามคำที่ตนถูกพร่ำสอนมา

 

“ไอ้หน้าขาว แกจะบ้าตามเจ้านายไม่ได้นะ แกเป็นแมวไม่ใช่คน เขาก็แค่คนให้ข้าว ไม่ใช่เจ้าชีวิต”

 

“ต..แต่”

 

“ไม่มีแต่ไอ้แมวอ่อนต่อโลก จงจำไว้ว่าแกเป็นแมว ถึงจะมีสี่เท้าแบบไอ้หมานั่น แต่แกก็เป็นแมว เลิกคบกับมันซะ ถ้าไม่อยากถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเดียวกับหมา และเกิดมาเสียชาติแมว หรือเอ็งอยากถูกใครต่อใครด่าว่าไอ้ชาติหมาล่ะ” แมวหัวโจกยื่นคำขาดแก่เจ้าเหมียววัยหนุ่ม ก่อนจะพาพรรคพวกที่เหลือปีนลงจากหลังคาแล้วเดินจากไป

 

.

.

 

สนามหญ้าภายในหมู่บ้านยามบ่ายคล้อยมักจะถูกจับจองโดยฝูงหมาเจ้าถิ่น ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเจ้าหมาน้อยที่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสูงสง่าหน้าตาหล่อเหลารวมอยู่ด้วย

 

“เฮ้ย ไอ้ลูกหมา ทำไมเอ็งชอบไปไหนมาไหนกับเหมียวขนฟูนั่นนักวะ” เสียงของหมาพันธุ์โตที่แก่กว่าเอ่ยถามเจ้าหมาแตกหนุ่ม

 

“พี่ เลิกเรียกผมแบบนี้สักที ผมโตแล้วนะ ส่วนเหมียวเขาเป็นเหมือนพี่น้องผม เราก็ต้องไปไหนด้วยกันสิ” ไอ้ลูกหมาในอดีตแย้งเจ้าตัวพี่ที่แก่กว่า

 

“ไอ้ประสาท หมากับแมวจะเป็นพี่น้องกันได้อย่างไร แกไม่รู้หรือไงว่าเผ่าพันธุ์หมาเราน่ะ ไม่ถูกกับแมวมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว” หมาอีกตัวในกลุ่มกล่าวบ้าง

 

“แต่เราโตมาด้วยกัน แล้วเจ้านายก็บอกว่าเราเป็นพี่น้องนี่นา”

 

“ไอ้โง่ แกจะเชื่อฟังมนุษย์ทุกเรื่องเลยหรือไง? ยังไงแกก็เป็นหมา แกก็ควรจะเชื่อหมาด้วยกัน ถ้าแกจะเป็นพี่น้องกับแมวก็ต้องเลิกเห่าแล้วไปร้องเหมียวๆแทน ทำได้ไหมล่ะไอ้ลูกหมา” เจ้าหมาพันธุ์ใหญ่ที่เป็นฝ่ายเปิดประเด็นตวาดเสียงดังแล้วพาพรรคพวกตัวอื่นๆเดินออกจากสนามหญ้าไป ทิ้งให้หมาหนุ่มวัยใสนั่งจมอยู่กับคำพูดเหล่านั้นเพียงตัวเดียว

 

“จ..จะไปทำได้ยังไงเล่า…” เจ้าหมาแตกหนุ่มบ่นเสียงเบาพลางใช้เท้าเขี่ยดิน ต้องยอมรับว่าคำพูดของหมาจ่าฝูงนั้นมีผลต่อสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งผ่านโลกมาไม่ถึงปีพอสมควร จนทำให้มันต้องกลับไปคิดทบทวนว่าควรวางตัวอย่างไรต่อไป

 

 

.

.

 

ความหมางเมินของเจ้าเหมียวและหมาหนุ่มเริ่มก่อตัวขึ้นเพราะคำพูดของที่ต่างได้ฟังมา จากวันนั้นเจ้าหมาไม่กล้าแหย่เจ้าเหมียวอย่างที่เคย ส่วนเจ้าเหมียวก็เอาแต่นอนขดตัวกลมบนโซฟาโปรดโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเจ้าตูบ จนกระทั่งวันเวลาเคลื่อนผ่านไปจากวันเป็นเดือน สองตัวแทบจะไม่มองหน้ากัน เจ้าเหมียวเลือกที่จะคบกับสมาคมแมว(บนหลังคา) เหมือนกับเจ้าตูบที่ไปเที่ยวเล่นกับกลุ่มหมาด้วยกัน

 

ค่ำวันหนึ่งระหว่างทางเดินกลับบ้านที่เจ้าเหมียวต้องใช้ผ่านประจำ เพราะถนนที่โล่งกว่าทุกวัน เจ้าขนปุยจึงเดินทอดน่องอย่างใจเย็นพลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยลืมนึกว่าตัวเองนั้นกำลังเดินข้ามถนนเพื่อไปยังอีกฟากหนึ่ง จนกระทั่งแสงไฟจากรถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสาดกระทบร่างเล็กๆของมัน ณ เวลานั้นแม้สมองจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรแต่ขาทั้งสี่กลับแข็งทื่อก้าวไม่ออก

 

“เหมียว ระวังงงงงง”

 

 

 

โครม!!!

 

 

 

 

สิ้นเสียงดังสนั่น เจ้าเหมียวที่คิดว่าตัวเองตายไปแล้วนั้นค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะพบว่าขาหน้าของมันเปื้อนไปด้วยสีแดงฉาน แต่ร่างกายกลับไม่เจ็บปวด ดวงตากลมกระพริบลงแล้วลืมขึ้นมองอีกครั้งจึงพบว่าเลือดข้นเหล่านั้นเป็นของร่างคุ้นตาที่วิ่งเข้ากันตัวของมันออกจากรถ

 

“ไอ้ตูบ นาย…อย่าเป็นอะไรนะ” สองขาขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยของเหลวสีแดงแตะป่ายไปตามใบหน้าที่ยังลืมตาของเจ้าตูบ

 

“นาย..ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เจ้าหมาถามไถ่เจ้าเหมียวอย่างเป็นห่วงโดยไม่ได้คิดถึงตัวเองเลย

 

“เลิกพูดได้แล้ว ฮึก..ก ไอ้หมาบ้า นายทำแบบนี้ทำไม?” ไม่มีใครรู้หรอกว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแมวนั้นร้องไห้ได้หรือไม่ แต่ในเวลานี้หากมันเป็นมนุษย์บนใบหน้าคงอาบไปด้วยน้ำตา

 

“เราเป็นพี่น้องกัน..ชั้นตัวใหญ่กว่าก็ต้องปกป้องนายสิ” ขาข้างหนึ่งที่ยังขยับได้แตะเบาๆบนขนปุกปุยขาวสะอาดเพราะเจ้าเหมียวดูแลตัวเองอย่างดี ต่างจากหมาแสนซนอย่างมันที่มอมแมมไปด้วยดิน

 

“นายจะต้องไม่เป็นอะไรนะ…” หากสัตว์โลกตัวเล็กๆจะสามารถต่อรองหรือร้องขออะไรจากพระเจ้าได้ ในตอนนี้เพียงสิ่งเดียวที่เจ้าเหมียวต้องการคือชีวิตของเจ้าหมาจอมซื่อ ได้โปรดช่วยต่อลมหายใจให้กับมัน แล้วเขาจะเป็นฝ่ายจากไปเอง

 

“เหมียว…ชั้นขอโทษ…” ประโยคที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นไหวนั้นไม่สามารถกล่าวจนจบได้ แต่ผู้ฟังกลับเข้าใจได้ในทันที ตลอดเวลาที่หมางเมินใส่กัน ทั้งสองไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ มีเพียงคำอธิษฐานสุดท้ายที่จะวอนขอ ให้ชาติหน้าได้อยู่ด้วยกันและมันจะเป็นฝ่ายปกป้องเจ้าหมาบ้าง

 

“เจ้าหมา..ชาติหน้าชั้นจะเป็นฝ่ายปกป้องนายเองนะ”

 

ร่างของเจ้าหมานอนนิ่งสงบท่ามกลางของเหลวสีแดงที่ไหลอาบทั่วพื้นถนน แต่เจ้าเหมียวก็ยังคงนั่งอยู่เป็นเพื่อนมันโดยไม่คิดจะจากไปไหน จนกระทั่ง….

 

 

 

เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดด 

 

 

 

เสียงเบรกลากยาวนั้นไม่รั้งชีวิตของเจ้าเหมียวไว้ได้เช่นกัน รถคันงามทับร่างสีขาวที่นั่งนิ่งอยู่กับร่างไร้วิญญาณของเจ้าหมาจนจบชีวิตตามกันไป

 

 

.

.

 

 

8 ปีผ่านไป…

 

“แน่จริงก็เข้ามาสิ ไอ้พวกบ้า เข้ามาเลย” เสียงของเด็กชายวัยประถมดังก้องไปทั่วสนามเด็กเล่น โดยเบื้องหน้าร่างเล็กจ้อยนั้นมีเด็กชายวัยเดียวกันนอนกองอยู่กับพื้นในสภาพดูไม่จืด ซึ่งถัดออกไปไม่ห่างก็มีเด็กอีกราวสองถึงสามคนกำลังยืนมองท่าที

 

“เฮ้ยพวกเรากลับ” เด็กที่คาดว่าน่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มตะโกนบอกพวกที่เหลือ ไม่ช้าทั้งหมดก็หายจากไปจากจุดเกิดเหตุอย่างว่องไว

 

“โธ่เอ๊ย ไม่แน่จริงนี่หว่า” ร่างเล็กสบถด่าไล่หลังเจ้าพวกตัวโตใจเสาะอย่างย่ามใจ

 

“ยองพอแล้ว” เสียงเล็กๆของเด็กชายอีกคนกล่าวห้ามปราม

 

“ทำไมนายถึงไม่สู้พวกมันห๊ะวังมิน เอ้า! กระเป๋า” นักเลงตัวน้อยในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ก้มลงหยิบกระเป๋าโยนให้คนที่กล่าวห้ามตน ถ้าสังเกตดีๆแล้วจะพบว่าเด็กสองคนนั้นหน้าตาเหมือนกันราวกับถอดแบบ เพราะทั้งคู่เป็นแฝดแท้ที่เกิดห่างกันเพียงหกนาที

 

“ชั้นไม่อยากมีเรื่องน่ะ” โจกวังมินรับกระเป๋าจากแฝดพี่มาปัดไล่เศษฝุ่นก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วสะพายมันไว้บนบ่า

 

“ยอมมันแล้วจบหรือไงเล่า” โจยองมินปัดเศษฝุ่นและดินออกจากเสื้อผ้าอย่างลวกๆ เพราะยังไงกลับไปบ้านก็ไม่วายโดนผู้เป็นแม่สวดยับเรื่องความสกปรกอยู่ดีเนื่องจากทำเลอะเทอะอยู่เป็นประจำ

“นายก็เป็นซะแบบนี้” แฝดคนน้องกล่าวแล้วก้าวเท้าเดินนำหน้าออกไป

 

“ชั้นไม่ชอบที่พวกมันทำร้ายนาย นายเป็นน้องชั้นนะ” คนที่เดินตามหลังว่า เพราะกวังมินต่างจากเขาที่ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร พวกรุ่นพี่จึงชอบหาเรื่องรังแก แต่ก็นั่นแหละพอยองมินออกโรงอาละอาด ไอ้พวกรุ่นพี่ก็วิ่งหางจุกทุกราย ก็ไม่รู้หรอกว่านอกจากหน้าตาแล้วเด็กสองคนนี้มีอะไรเหมือนกันบ้าง เพราะทั้งนิสัยและความชอบนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

“เป็นฝาแฝดต่างหาก”

 

“แต่นายเกิดทีหลัง และแม่ก็บอกให้ชั้นคอยดูแลนาย นายมีหน้าที่ต้องเชื่อฟังชั้น” คนเป็นพี่อ้างเรื่องที่ตนเกิดก่อนและได้ศักดิ์เป็นพี่กับอีกฝ่าย เพราะแบบนั้นเขาจึงไม่เคยทนได้เมื่อเห็นใครมารังแกแฝดน้อง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่ากวังมินไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดสู้ใครไม่ได้ แต่จะให้ทนดูโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายก็ไม่เคยทำได้สักที

 

“เอาแม่มาอ้างตลอด” คนเป็นน้องบ่นหงุงหงิงเพราะจนด้วยคำเถียง ใช่ว่าเขาจะรังเกียจอะไรกับการที่อีกคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ตรงกันข้ามกลับดีใจด้วยซ้ำ แต่บางครั้งยองมินก็มุทะลุเกินไปทำให้อดห่วงไม่ได้จริงๆ

 

“ไม่อ้างก็ได้ แต่ถ้าใครถึงบ้านทีหลัง อดของว่าง” คนเป็นพี่บอกก่อนจะออกแรงวิ่งแซงหน้าน้องชายไป ซึ่งไม่ไกลจากนี้มีบ้านของพวกเขารออยู่

 

“เฮ้ย ได้ไงกัน!!” แฝดคนน้องตะโกนไล่หลังแล้วไล่กวดพี่ชายสุดฤทธิ์ ทะเลาะกับคนอื่นอาจยอมได้ แต่เรื่องกินนี่ไม่ได้เลยโดยเฉพาะกับฝาแฝดอย่างยองมินด้วยแล้ว

 

.

.

 

ปี ค.ศ. 20xx

 

ในวันหยุดแสนสบาย โซฟาหน้าทีวีถูกจับจองโดยสองพี่น้องฝาแฝด โจยองมินนั่งไขว่ห้างพร้อมหนังสือและรีโมทคอนโทรลวางอยู่ข้างตัว ส่วนแฝดคนน้องนั้นนอนอยู่บนพื้นพรมด้านล่างโดยใช้ตุ๊กตาสีเหลืองหนุนต่างหมอน ใช่ว่ากวังมินจะโดนกีดกันจากแฝดพี่จนต้องลงมานอนเกลือกพื้นด้านล่าง แต่คนเป็นน้องมองว่าการได้นอนเหยียดแข้งขามันสบายกว่าการนั่งเอนกายพิงพนักโซฟานั่นเอง

 

“ยอง..”  

 

“อะไร?”

 

“ชั้นอยากดูการ์ตูนอะ”

 

“มีแต่เด็กเท่านั้นนะที่เขาดูการ์ตูนกันน่ะ”

 

“แล้วคนที่อ่านการ์ตูนไม่เด็กหรือไง นี่ ถ้าจะอ่านหนังสือก็ย้ายช่องทีวีให้ชั้นดูสิ”

 

“มันไม่เหมือนกันเหอะ อย่างน้อยชั้นก็เลิกดูการ์ตูนแล้ว”

 

“แต่ก็ยังอ่าน”

 

“!!!!”

 

และก่อนที่สงครามระหว่างสองพี่น้องจะบานปลายไปมากกว่านี้ เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นดึงความสนใจจากเด็กหนุ่มทั้งสอง

 

“ฝาแฝดแม่มีเค้กร้านอร่อยมาฝากด้วยนะ สนใจไหม?” หญิงสาววัยกลางคนที่เพิ่งกลับเข้ามาในบ้านกล่าวบอกลูกชายพร้อมกับยกกล่องเค้กที่มีตราของร้านดังขึ้นชู ไวปานความเร็วแสงร่างของสองพี่น้องก็ย้ายจากหน้าทีวีแล้วถลาเข้าไปยืนข้างผู้เป็นแม่ทันที

 

ขอผมเลือกก่อนนะ” สองเสียงที่ดังชัดกล่าวออกมาพร้อมกัน เรียกรอยยิ้มจากคนเป็นแม่ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะผ่านไปนานกี่ปี ลูกแฝดก็ยังเป็นเด็กในสายตาหญิงสาวเสมอ

 

“ไม่ต้องแย่งกัน แม่ซื้อมาเหมือนกันแหละจ้ะ” พูดพลางเดินเลี่ยงนำไปยังโต๊ะกินข้าวที่ถูกจัดมุมไว้ในห้องครัว โดยมีสองพี่น้องเดินตามไปอย่างเงียบๆ

 

 

 

โทรทัศน์ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ไร้ซึ่งคนดู มีเพียงกรอบรูปไม้ด้านหลังโซฟาบรรจุรูปของสองสามีภรรยาอุ้มลูกแมวและลูกหมาไว้คนละตัว ข้างกันนั้นมีรูปถ่ายของครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่และเด็กชายฝาแฝดแขวนอยู่ติดกัน คงเป็นพวกเขาเหล่าที่ต้องดูทีวีแทนเด็กชายทั้งสอง

 

.

.

 

Fin

 

 


 

กว่าจะจบนึกว่าต้องไปนั่งมองหมา/แมวเพื่อมโนว่ามันควรคุยอะไรกันซะแล้ว (เรื่องจริงนะเออ)

เพราะว่าพักจากการเขียนฟิคชั่นไปนาน(เกินเดือน) งานนี้จึงแก้หลายรอบมากกว่าจะได้มา //แต่ก็ยังไม่ดีที่สุดสักที

 

 

ขอบคุณ คุณแม่น้องกวังที่ทำให้ดิฉันมีวันนี้ ขอบคุณที่อ่านทวนพร้อมตั้งชื่อให้ด้วย ^ ^

 

 

Comment

Comment:

Tweet

ไม่รู้เข้าใจผิดมั้ย คิดว่ายองเป็นน้องเหมียว กวังเป็นน้องหมา
ยิ่งคำพูดที่ว่า "ชาติหน้าชั้นจะเป็นฝ่ายปกป้องนายเองนะ" น้องเหมียวเป็นพี่ยองชัวร์
แต่คิดอีกทีน้องหมาตายก่อนงี้ต้องเกิดก่อนหรือเปล่า
ช่างมันเถอะ เอาเป็นเหมียวพี่ยอง หมาน้องกวัง นี่แหละ
 
สังคมหมากับสังคมแมวในเรื่องคล้ายสังคมมนุษย์ ทุกอย่างเป็นไปตามค่านิยม เมื่อสังคมไม่เห็นด้วย ถ้าไม่หนักแน่นพอก็ยากที่จะอยู่รอด
ถึงอย่างนั้นก็ยังหงุดหงิดเจ้าด่างกับเจ้าหน้าขนที่เสี้ยมให้พี่น้องทะเลาะกัน พี่น้องเค้ารักกันอยู่ดีๆ =*=
ตอนอ่านแรกๆคิดภาพเป็นแบบการ์ตูน แต่พอเเปลี่ยนเป็นคิดภาพของจริง รู้สึกอินกว่ามากๆ โดยเฉพาะตอนที่น้องหมากำลังจะตาย น้ำตาคลอเลย T^T
 
พอมาเกิดใหม่ พี่ยองความรับผิดชอบในการดูแลน้องเต็มเปี่ยม ถ้าน้องมีแฟนสงสัยต้องเอามาให้พี่แกตรวจสอบประวัติก่อนแน่ๆ (ถ้ายอมให้มีนะ) 55555++
ช่วงท้ายๆที่สองแฝดเดินตามเค้กกับแม่เข้าไปในครัว แอบคิดในใจ นี่เดินตามของกินเป็นหมากับแมวกันเลยนะนั่น 55555+

#4 By Aiko Kousaidaiya @SAIMJTVAI (223.204.249.63|223.204.249.63) on 2014-09-06 17:04

เข้าใจมาตลอดว่ายองเป็นหมา กวังเป็นแมวอ่า >,<
เรื่องนี้มันออกใสๆ อย่างที่เคยบอกในไลน์อ่า 
อยากให้ช่วงที่น้องห่างเหินกดดันก่านี้ #จะโหดไปสินะ 555
แอบใจหายนะที่ตายด้วยกัน T.T
น้องมาเกิดคู่กันแล้วตีกันอีกนะคู่นี้ cry

#3 By namphoung on 2013-12-16 16:25

อ่านไปตอนแรกคิดว่ายองมินเป็นหมา แล้วกวังมินเป็นแมว
แต่พออ่านมาถึงตอนที่แมวบอกว่าจะปกป้องหมาบ้าง
บวกกับตอนยองปกป้องกวัง ทำให้ต้องร้องอ๋อ

แท้จริงแล้วยองมินเป็นแมว แล้วกวังเป็นหมา big smile

แต่เค้าอยากแนะนิดนึง ถ้าจัดให้ยองเป็นหมา
แล้วกวังเป็นแมวจะดีกว่ามั้ย ?
ให้แมวปกป้องหมาแทนดีกว่า เพราะบุคลิกน้องมันไม่เข้า

ถ้ายองมินเป็นแมว แล้วกวังเป็นหมา

๕๕๕๕๕๕ ไม่ต้องคิดมากนะคะ
โดยรวมก็สนุกแหละ เหมือนเอาตำนานจีนมาเล่า
ที่เกิดมาเป็นแฝด เพราะชาติที่แล้วไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ฟิคเรื่องนี้บอกตรงจุดนี้ได้ดีเลยค่ะ

#2 By `★ icheongmin* on 2013-12-15 00:02

อะไร คือ การที่เค้าคิดว่าเจ้าเหมี่ยวกับเจ้าหมา คือ ฝาแฝด...
แต่ใครเป็นตัวไหนนี่ ไม่แน่ใจแฮะ
ตามรูปการณ์ กวังมินน่าจะเป็นหมา แล้วยองมินเป็นแมว..
แต่รูปลักษณ์ภายนอก ยองมินเหมือนโกลเด้นอะ แต่ถ้ามองนิสัย กวังมินก็คงจะเป็นหมาล่ะมั้ง ??
นึกว่าช่วงแมวกับหมาจะละมุน
ดันจบแบบดราม่า
มาน่ารักอุ่นๆ ตอนเด็กแฝดแทน lol

#1 By [chibi] Fairy ~* on 2013-12-12 22:58