[SF][Jo Twins] Forbidden Love - Special

posted on 15 Jul 2014 13:47 by sk-chan in Fiction, Jo-Twins

 

FORBIDDEN LOVE

:: SPECIAL TIME ::


CHANLU MINREN YOUNGKWANG

PG – 17

 

 

 

 

 

 

CHANLU


 

หลังจากออกจากโรงพยาบาลแม้ชานยอลจะไล่ตามอีกคนทันแต่ก็แทบไม่มีโอกาสแม้จะแตะตัวร่างเล็ก ถึงลู่หานจะขาสั้น(กว่า)แต่ด้วยงานอดิเรกยกพวกตีกันของเจ้าตัวทำให้คุณหนูเอาแต่ใจวิ่งไวใช่เล่น ขืนชักช้านอกจากจะได้ตายคาเท้าฝ่ายตรงข้ามแล้ว ก็คงไม่แคล้วโดนพี่ตำรวจพาไปทัวร์โรงพักเล่น ถึงจะเป็นหัวโจกยกพวกต่อยตี แต่ลู่หานคนนี้ไม่เคยถูกจับได้แล้วกัน

แต่ความเพียรพยายามของปาร์ค ชานยอลก็ไม่สูญเปล่าเขาคว้ามือของลู่หานได้ในที่สุดก่อนจะพยายามฉุดรั้งให้เจ้าของร่างบางนั้นยอมหยุดคุยกันดีๆ จริงที่คุณหนูลู่ค่อนข้างใจร้อน โกรธง่าย แต่ก็ไม่ใช่เด็กไร้เหตุผลถึงขนาดไม่ฟังใคร การแสดงออกแบบนั้นมันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน และถ้าจะให้เดาคงไม่พ้นเรื่องของ โจ กวังมิน

 

“หยุดคุยกันก่อนสิเสี่ยวลู่”

 

“ผมก็ขอโทษสองคนนั้นแล้ว พี่ยังต้องการอะไรอีก” เจ้าของใบหน้าหวานตอบโดยไม่หันหน้ากลับมามองคู่สนทนาแถมยังพยายามสะบัดมือที่จับข้อแขนให้หลุดออก

 

“ลู่หาน ฟังพี่นะ พี่ไม่ได้คิดอะไรกับกวังมิน กวังมินเหมือนน้องพี่ เขาเหมือนแทมินใช่ไหมล่ะ เสี่ยวลู่ก็รู้นี่” ปาร์คชานยอลพยายามอธิบายให้คนตัวเล็กแสนพยศเข้าใจ เขาถูกชะตากับกวังมินเพราะรู้สึกเหมือนน้องชายที่เสียไปเมื่อสองปีก่อน แววตาของกวังมินเหมือนเด็กคนนั้นจนเขาอดไม่ได้ที่จะเข้าไปพูดคุยทำความรู้จัก และดูเหมือนว่าร่างบางจะเก็บงำความทุกข์ไว้ในใจ ชานยอลก็แค่อยากให้น้องชายคนนี้ยิ้มได้บ้างจึงเพียรพยายามเข้าไปถามไถ่แต่กวังมินนั้นใจแข็งกว่าที่คิด ร่างบางแทบไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ใครแม้ฟังกระทั่งเพื่อนสนิทอย่างเร็นและมินฮยอน

ชานยอลไม่รู้หรอกว่าลู่หานรู้ได้อย่างไรว่าเขาสนิทกับกวังมิน คงเป็นใครสักคนที่คุณหนูลู่ซื้อไว้ด้วยเงินให้คอยเป็นสายรายงานข่าว

 

“ใช่ครับ แววตากวังมินเหมือนแทมิน แต่แววตาคนที่ผมซ้อมมันไม่ใช่ แล้วเขาก็บอกผมเองว่าเขาคือกวังมินนี่นา” ลู่หานอธิบายตามความจริง เพราะฝาแฝดคนที่เขาเจอนั้นช่างปากกล้าและโอหังแถมยังมองเขาด้วยแววตาดุดันก้าวร้าวทั้งที่ตัวเองนั้นตกเป็นรอง เขาฟาดคนคนนั้นไปเต็มแรงด้วยอารมณ์โทสะแต่แทนจะเจ้าตัวจะสลดกลับต่อปากต่อคำแล้วจ้องกลับมาที่เขาอย่างเอาเรื่อง ทนไม่ได้จนต้องฟาดแก้มอีกข้างให้ซ้ำเท่าเทียมกันเพื่อที่ใบหน้านั้นจะได้ก้มลงมองพื้นแทน ก่อนจะสั่งพรรคพวกกล้ามโตที่พามาให้ช่วยละเลงเพลงรักจากฝ่าเท้าส่งท้าย แต่โชคยังเข้าข้างแฝดคนพี่อยู่บ้างเมื่อโอ เซฮุนและเพื่อนคนอื่นผ่านมาเห็นเหตุการณ์แล้วช่วยไว้ได้ทัน

 

“แต่ลู่หานก็ไม่ควรทำร้ายเขา” ชานยอลกล่าวบอกเสียงนิ่ง และนั่นยิ่งทำให้คนตัวเล็กไม่คิดจะหันกลับมามองเขาอีกเลย

 

“…”

 

“เด็กดี มองหน้าพี่สิครับ” 

 

“…”

 

“ลู่หาน…” คนตัวสูงพยายามเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างใจเย็น จนอีกคนยอมหันกลับมาคุยกับเขา ความจริงจะเรียกว่าคุยก็ไม่เชิงนัก เมื่อเด็กน้อยขึ้นเสียงดังลั่นยามกล่าวถึงความคับข้องใจ “พี่เคยสนใจผมด้วยเหรอ? วันๆก็อยู่แต่กับเร็น กวังมิน มินฮยอน”

 

“แล้วทีลู่หานขลุกอยู่กับจงอินล่ะ”

 

“เพื่อนผมเกี่ยวไร’ด้วยเล่า”

 

“แล้วน้องพี่เขาเกี่ยวไรล่ะ ใครเริ่มก่อนครับ มีเหตุผลหน่อยสิ”

 

“ผมมันไม่มีเหตุผล เอาแต่ใจ น่าเบื่อ แล้วพี่จะมายุ่งกับผมทำไม?” ราวกับเส้นความอดทนถูกดึงจนขาดออก ลู่หานน้ำตาคลอเมื่อเอ่ยถึงประโยคที่เก็บไว้ในใจ เขาก็แค่กลัวว่าชานยอลจะเปลี่ยนไป กลัวว่าพี่คนนี้จะรักใครอื่นมากกว่า กลัวการถูกมองข้ามให้ต้องเดียวดาย สองปีที่ชานยอลย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพราะครอบครัวลู่หานเหงามาก แต่ก็ผ่านทุกวันมาได้เพราะเพื่อนรักอย่างจงอิน เรื่องยกพวกตีกันลู่หานก็ไม่ได้ชอบเท่าไรแต่การอยู่เฉยๆให้ความเหงากัดกินหัวใจมันช่างแสนทรมานนัก แม้ชานยอลจะติดต่อกลับมาไม่ขาดแต่ก็มันไม่เหมือนกัน คนเอาแต่ใจอย่างลู่หานอยากได้ความรักตลอดเวลา และขี้หึงเกินกว่าจะยอมมองคนรักของตนเอ็นดูใคร

 

“ก็เพราะพี่รักนายไง เด็กดื้อ” ไม่เพียงแค่คำพูดเท่านั้นที่ชานยอลกล่าวบอก คนตัวเล็กจำต้องเบิกตาค้างเมื่ออยู่ๆอีกคนก็ก้มลงมาจูบเขา

 

“อ..อื้อ” มือน้อยข้างที่ว่างพยายามผลักอีกคนให้ออกห่าง แต่กลับถูกคนตัวโตจับให้หยุดการกระทำซ้ำกระหน่ำจูบหนักแทบไม่ให้คุณหนูลู่ได้หยุดหายใจ

 

“จำไว้นะว่าคนที่พี่จะทำแบบนี้ด้วยมีแค่เราคนเดียว” ผละออกมาแล้วจ้องตาอีกคนอย่างมีความหมายจนฟังหน้าเห่อแดงไปหมด บทจะมาบอกรักเขาทำกันแบบนี้หรือไง ไม่ให้ตั้งตัวเลย

 

“ขี้โกง…”

 

“พี่ขอโทษที่ทำให้เสี่ยวลู่ต้องเหงา ขอโทษที่ดูแลนายไม่ดีพอ ให้อภัยพี่ได้ไหมคนดี”  กล่าวเชิงออดอ้อนพร้อมกับบีบฝ่ามือนุ่มนิ่มอย่างเอาใจ ปาร์ค ชานยอลผู้ชายเจ้าเล่ห์ รู้ทั้งรู้ว่าลู่หานแพ้อะไร ยังจะมาทำท่าทางแบบนี้อีก “ใครจะกล้าโกรธพี่กันเล่า”

 

“ไปเดินเที่ยวด้วยกันไหม? ไหนๆก็ออกมาข้างนอกแล้ว” มือข้างถนัดยังคงจับมือเล็กไว้ไม่ปล่อยพร้อมกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยนที่มอบให้คนข้างกาย สำหรับชานยอลลู่หานคือคนที่เขารักมากกว่าใคร ความเข้าใจผิดทุกเกิดขึ้นก็เพราะตัวเขามัวแต่พยายามปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียนใหม่โดยไม่คิดถึงใจคนรอว่าจะเหงาแค่ไหน เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนรักแบบเขา ต่อไปนี้ชานยอลคงต้องปล่อยวางจากเรื่องอื่นๆแล้วคิดถึงใจคนตัวเล็กให้มากขึ้นอีก

 

ทุกอย่างรอบกายยังคงเคลื่อนไหว แต่กับพวกเขาทั้งสองเหมือนกาลเวลาหยุดลงชั่วครู่ ความเงียบเข้ามาแทนที่ มือเล็กนั้นไม่ได้ขัดขืนการกอบกุมอีกต่อไป ริ้วจางๆยังคงระบายอยู่บนแก้มใสแต่งแต้มให้ใบหน้าซึ่งประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานยิ่งน่ารักขึ้นไปอีก

 

ความอาจจะซับซ้อนและยากจะเข้าใจ แต่สำหรับคนสองคนที่หัวใจเชื่อมโยงกัน เขาเรียนรู้ที่จะถอยและลดฐิทิ เรียนรู้ที่จะให้และรับ เรียนรู้ที่จะก้าวเดินไปพร้อมกัน ทุกอย่างเป็นไปเองอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีใครคอยสอน

 

เพราะเพียงแค่พวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจทุกอย่างดีกว่าใคร 

 

 

 

 

 

 

MINHYUN x REN


 

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงสอบปลายภาคครั้งสุดท้ายในชีวิตมัธยม ดูเหมือนทุกอย่างจะกลับมาเข้ารูปเข้ารอยจนแต่ละวันของเขาผ่านไปแบบไร้เรื่องน่าตื่นเต้นซะอย่างนั้น เรียน กลับบ้าน เรียน กลับบ้าน สาบานได้ว่านอกจากร้านอาหารข้างทางแล้วเขาไม่ได้เหลวไหลที่ไหนอีกเลย นี่ต้องอ่านหนังสือ ต้องเร่งทำคะแนนสอบแต่ละคาบที่เริ่มถี่ขึ้นมากกว่าเดือนที่แล้ว ต้องจำกัดเวลาเล่นเกมส์และนอนแต่หัวค่ำไม่ต่างอะไรกับเด็กประถม

ถ้าไม่ติดว่าอยู่ปีสุดท้ายแล้วล่ะก็นะ อย่าคิดเลยว่าไอ้กิจวัตรพวกนี้เขาจะทำ ปกติแล้วช่วงเที่ยงคืนเนี่ยตัวเองยังนั่งหน้าคอมอยู่ซะด้วยซ้ำจะบอกให้

 

“มินฮยอน”

 

“ครับแม่?” แม่ของเขาเดินเข้ามา พร้อมด้วยนมอุ่นๆหนึ่งแก้วที่เดินไปวางไว้บนโต๊ะทำงาน ก่อนจะย้ายมานั่งข้างๆลูกชายที่นอนอ่านภาษาอังกฤษอยู่บนเตียงนุ่ม

มินฮยอนปิดหนังสือลง ก่อนจะย้ายหัวยุ่งๆนั่นมาหนุนตักแม่แทนหมอน มือเรียวบางที่ดูร้ายกาจเพราะเล็บสีแดงเลือดนกทาเคลือบไว้ทำให้เขาอมยิ้ม อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแต่ยังเปรี๊ยวจี๊ดเข็ดฟันไม่เกรงใจวัยรุ่นเอาซะเลย

 

“พรุ่งนี้จะไปนอนบ้านเร็นรึเปล่าลูก พ่อกับแม่มีเลี้ยงรุ่น คงจะกลับค่ำๆ  ถ้ายังไงแม่จะได้เอากุญแจบ้านไปด้วย” ริมฝีปากอิ่มตึงขยับพูดพลางลูบเรือนผมสีเข้มอย่างรู้ใจเด็กหนุ่ม ทอดมองใบหน้าลูกชายด้วยความเอ็นดู ถึงจะโตขนาดไหนแต่นิสัยขี้อ้อนก็ยังไม่ลดน้อยลงตั้งแต่เล็กๆแล้ว

 

“ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวเร็นมันมานอนบ้าน ผมรอเปิดประตูเอง”

 

“โอเค... งั้นแม่ไปก่อน มาดื่มนมให้หมดด้วย” เขาเบ้หน้าเมื่อแม่ลูกขึ้นยืนแล้วชี้ไปที่แก้มนมด้วยท่าทางนางมารร้าย นี่สูงมาได้ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก แม่นี่แหละชอบขู่ให้กินตลอด นี่สิบแปดแล้วนะสิบแปด!

 

“ครับแม่~” แต่ก็เท่านั้นแหละ สุดท้ายก็ต้องตกปากรับคำ เดินไปคว้าเอามาสดอึกๆตามคำสั่งคนสวยประจำบ้าน แต่ถึงแม้ว่าท่าทางมันออกจะดูน่าเตะ ดูอิดออดเฉื่อยแฉะเพราะโดนบังคับ ทว่าในใจเขาก็รู้ดีว่าไม่มีอะไรมีความสุขเท่ากับช่วงเวลาที่ได้อยู่ในบ้าน ได้ฟังเสียงบ่นของแม่ ฟังเสียงหัวเราะของพ่อ ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่เรียกว่าครอบครัว

ก็แค่เท่านี้ล่ะนะชีวิต อ้อ... ยังเหลือไอ้หน้าหวานอีกคน

 

แก้วเปล่าถูกส่งกลับไปให้อีกคนพร้อมกับคราบนมข้างเรียวปากนั้นหมดไป เพราะนิ้วของแม่ที่ยื่นมาเช็ดออกให้ ทำราวกับเขายังเป็นเด็กน้อยไม่เคยเปลี่ยน

 

“ดีมาก.. ฝันดีนะคะลูกชาย”

 

“ฝันดีครับ” เหลือเพียงสัมผัสอ่อนโยนข้างแก้มที่ผลัดกันจุ๊บราตรีสวัสดิ์ ก่อนที่ในหัวของเขาจะถูกแทนที่ด้วยใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ซ้อนทับภาพในวันวานอีกครั้ง ร่างสูงโปร่งเดินกลับไปที่เตียงหลังจากประตูห้องนอนถูกปิดสนิท เขาทิ้งตัวลงนอนอย่างคนเหนื่อยอ่อนและคล้ายจะสิ้นหวัง

ทั้งคิดมาก ทั้งกลัว อีกไม่นานก็เดินกันไปตามเส้นทางที่วางเอาไว้ อีกแค่ไม่กี่อาทิตย์ เราทุกคนต้องเติบโตขึ้นในโลกกว้าง แต่.. ฮวังมินฮยอนคนนี้ยังคงอยากรั้งใครอีกคนไว้ข้างกาย ไม่ใช่ในฐานะเพื่อนสนิท หากแต่มันมากกว่านั้น มากกว่าที่เขาจะกล้าสารภาพความรู้สึกทั้งหมดให้อีกฝ่ายได้รับรู้

เขากลัวว่าถึงวันนั้น หากมันไม่ดีขึ้น แน่นอน มันคงต้องแย่ลงอย่างที่ไม่อาจวาดอนาคตว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพยังไง

 

“โอ๊ยย ย... ฉันรักนาย เข้าใจไหม เชว มินกิ!”

 

.

.

 

“เห้ย!” คนตัวสูงเผลอตะโกนด้วยความตกใจ เมื่อออกมาจากห้องน้ำก็เจอเข้ากับผู้ชายผมสีดำนอนเล่นอยู่บนเตียงของตัวเอง เสียงที่ดังไม่น้อยเรียกให้ตัวตนเหตุต้องละจากหนังสือบนเตียงเพื่อหันมามองเขาที่ร้องโวยวายไม่เข้าท่า แต่ทันทีที่ได้สบตา เหมือนเลือดลมมันสูบฉีดดีผิดปกติยังไงบอกไม่ถูก หน้าหวานๆที่เคยมีผมสีบลอนด์คลอเคลียกลับกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มแถมยังตัดซะสั้นดูแมนขึ้นเป็นกอง

แม่ครับ มันทำผมใจสั่นอีกแล้ว T/////T


“ร้องทำบ้าอะไรวะไอ้ตี๋” 

 

“ไปทำอะไรกับหัวมา” เขาทำท่าหน้าเหนื่อยเพื่อเก็บอาการ ถึงแม้ว่าอยากจะวิ่งออกไปกรี๊ดขนาดไหนก็เถอะ มือใหญ่ๆเช็ดหัวเปียกๆแล้วนั่งลงปลายเตียง หันหลังให้คนที่ยังนอนเอกเขนกจับผมตัวเองสางไปมา

 

“ทำไม หล่ออ่ะดิ”

 

“ฮึ้” เร็นทำหน้าเหวอทันทีที่ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจเหมือนจะหมายความว่า ‘หลงตัวเอง’ ของเขา ขำชะมัด มันคงไม่รู้ตัวหรอกว่าไอ้ตาคมกับริมฝีปากรูปกระจับน่าหลงใหลนั่นน่ะ มันดึงดูดสายตาขนาดไหน เขาต้องหักห้ามตัวเองไม่ให้มองค้างที่ใบหน้าสวยๆนั่นมากเกินไป เลือกที่จะโยนหมอนใส่ตัวบางเพื่อเบี่ยงเบนความใจ ก่อนจะเดินไปตากผ้าเช็ดตัวที่ราวหน้าห้องน้ำด้วยความเห่อร้อนที่ใบหู

 

“อิจฉาแล้วอย่าทำร้ายกันดิ.. ว่าแต่พ่อกับแม่ไปไหนแต่เช้า” มันบ่นแล้วเปลี่ยนเป็นนอนเท้าคางมองเขาที่กำลังเดินไปหา แดดยามเช้ากับกลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกไม้ในแปลงของแม่ที่พัดผ่านเข้ามาในห้องยิ่งทำให้เขาสดชื่นบอกไม่ถูก เรียวปากสีอ่อนจึงหลุดยิ้มอย่างอารมณ์ดีก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจ้องตาอีกคนในระยะที่ใกล้จนสัมผัสได้ว่าเร็นกำลังกลั้นหายใจด้วยความประหม่า

เขายิ่งเคลื่อนใบหน้าเข้าไปจนได้กลิ่นหอมอ่อนจากเพื่อนสนิทแทนที่กลิ่นของดอกไม้ ปลายจมูกของเขาปัดผ่านผิวแก้มนั่นไวๆก่อนจะวางมือไว้บนหัวกลมๆแล้วยีจนยุ่งด้วยความหมั่นเขี้ยว

 

“ไม่บอกหรอก ฮ่าๆๆ”

 

“โอ๊ยยย ไอ้บ้ามินฮยอน!”

 

.

.

 

เสียงกรุ๊งกริ๊งของพวงกุญแจกระทบกันดังแว่วๆจากชั้นล่าง สักพักได้แล้วที่มินฮยอนลงไปเปิดประตูให้คุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงในขณะที่ตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงคืนเข้าไปทุกที มินกิเดินออกไปทักทายผู้ใหญ่ทันทีที่รู้สึกได้ว่าพวกท่านเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง พูดคุยกันนิดหน่อย ก่อนที่คุณลุงจะทิ้งท้ายไว้อย่าหักโหมอ่านหนังสือกันมากนัก ให้พักๆกันบ้าง เจ้าของใบหน้าหวานลอบยิ้มพอนึกถึงความเป็นจริงกับสิ่งที่คนอื่นเห็น จะว่ายังไงดีล่ะ ไอ้มาเพื่อติวหนังสือน่ะใช่ แต่ไอ้ที่ทำอยู่ มันไม่ใช่อ่ะ ก็จริงๆแล้วที่มานอนค้างบ้านมินฮยอนเพราะพี่ชานยอลทิ้งให้ต้องอยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่เมื่อวาน(ช่วงนี้พี่ชานยอลติดแฟนมาก ชอบหายไปทีเป็นวันๆ) แถมวันนี้ทั้งวันพวกเราสองคนแทบจะไม่ได้แตะหนังสือเรียนเลยด้วยซ้ำนอกจากกิน เล่น และนอน และกิน และเล่น และกำลังจะนอน  -__-

รู้สึกตงิดๆใจแฮะ


“ยังไม่นอนอีกวะ” เขายักไหล่ให้กับเจ้าของห้องที่กำลังปิดประตูแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ กำลังกลิ้งตัวไปมาบนเตียงกว้างอยู่ดีๆก็เป็นต้องร้องเสียงหลงเมื่อไอ้บ้านี่ไม่รู้ว่ายืนอยู่ข้างเตียงตอนไหน มันสะบัดมือเปียกๆใส่จนหน้าเขาเปียกชนิดที่ยันตัวขึ้นนั่งที น้ำไหลโชกลงปลายคาง รีบร้อนต้องเอามือปาดออกเพื่อไม่ให้มันหยดซึมลงผ้าห่ม

 

“ลากฉันไปอาบน้ำใหม่เลยไหม! โว้ย เปียกหมด”

 

“อย่าถึงขนาดนั้นเลย ล้างหน้าก็พอ” พูดจบก็ล้มตัวลงนอนกุมท้องหัวเราะด้วยความสะใจ แล้วคิดหรอว่าคนอย่างเชว มินกิจะรอให้เพื่อนสุดที่รักหัวเราะจนอิ่ม ร่างบางพุ่งเข้าหาคนไม่ระวังตัว พาดท่อนขาเข้ารัดเอวแล้วล็อคคอจากด้านหลัง เป็นอันว่าตอนนี้ฮวัง มินฮยอนกำลังนอนแหกปากอยู่บนตัวของเขาแทน มือใหญ่ตะเกียกตะกายจับแขนเล็กให้คลายออกจากคอของเจ้าตัว

 

“แค่ก! ปล่อยเดี๋ยวนี่นะ ไอ้เร็น! โอ๊ะ!”

 

“ฮ่าๆๆ” เขารีบปล่อยแล้วผลักอีกคนจนเกือบกลิ้งตกเตียง ใช้จังหวะที่มันกำลังเหนื่อยถีบขาเพื่อขยับตัวหนี ทว่ามันไม่ทันใจเพราะมัวแต่หัวเราะด้วยความสนุกสนาน ไม่นาน ร่างสูงๆก็คลานเร็วๆเข้ามาแล้วล็อคข้อเท้าเขาไว้ ก่อนจะออกแรงลากให้กลับมาอยู่ใต้อาณัติบ้าง

เกือบสิบห้านาทีได้ที่พวกเราเล่นกันจนเตียงนอนเละเทะ มินกิหอบหายใจถี่ พลางล้มตัวลงนอนแผ่ข้างๆอีกคนที่กำลังโกยอากาศเข้าปอดไม่ต่างกัน ตาคู่คมหยีเล็กส่องประกายล้อกับแสงไฟเมื่อกำลังยิ้มให้กับตัวเองเพราะภาพเมื่อตอนยังเป็นเด็กนั้นปรากฏในความทรงจำ นานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้เล่นไม่ได้ฟัดกันจนเสื้อยับขนาดนี้

เขาหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่อยู่ในฐานะเพื่อนสนิทอย่างมินฮยอนด้วยความในใจมากมายที่รอจะพูดแทบไม่ไหว จนมันคงจะแสดงออกมาทางสายตาให้อีกฝ่ายที่แค่มองก็คงจะรู้แน่ว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไร หากแต่ตอนนี้ไอ้ตี๋ของเขากำลังหลับตา มือเรียวบางจึงขยับไปวางทับหลังมืออีกคน กอบกุมไว้แม้ว่ามินฮยอนจะลืมตาและกำลังหันมามองหน้าคนข้างกายด้วยความสงสัย

ทว่ามันมีมากกว่านั้นในแววตาของอีกฝ่าย เป็นตอนนั้นเองที่เขารู้สึกเหมือนได้ก้าวลงไปในหลุมที่อีกคนเผลอขุดเอาไว้ มันลึก มันน่ากลัวในตอนนี้กำลังพลัดตกลงไป แต่มันไม่เจ็บ ไม่มืด และยิ่งอบอุ่นเกินคาด

ริมฝีปากของตัวเองเตรียมพร้อมที่จะขยับ เขาหลับตาเพื่อป้องกันปฏิกิริยาตอบรับจากมินฮยอนหลังจากได้ฟังมันแล้ว

 

“อย่าเพิ่ง” แต่เพียงแค่เสียววินาทีที่เงาดำมือทาบทับกลบแสงไฟจากฟ้าเพดาน สัมผัสนุ่มนิ่มบนริมฝีปากเร่งให้ด้วยตาเบิกกว้างโดยอัตโนมัติ นี่จูบปิดปากเพราะไม่อยากฟังหรือเพราะอะไร “แบบนี้ไม่ได้”

 

“.....”

 

“ฉันรักนาย ฉันต้องบอกก่อน” และในที่สุด ฮวัง มินฮยอนก็ยิ้มออกก่อนจะโน้มตัวลงประทับริมฝีปากบนหน้าของเขา

 

“ไอ้ติ๊งต๊อง” แน่สิ เป็นเพื่อนกันมาตั้งกี่ปี แค่มองตาก็รู้ว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ ยิ่งแน่ใจถึงได้กล้าพูด แต่ถ้าเขาไม่เริ่มมันวันนี้ จะต้องรอไปอีกกี่ปีอีกฝ่ายถึงจะยอมสารภาพล่ะ

 

“รีบจัง นี่กะจะบอกวันสอบเสร็จ”

 

“โหวว นานไป ไม่รอแล้ว” กลัวจัง กลัวว่ามันจะกลั้นยิ้มจนแก้มแตกไปซะก่อน เขาตีอกมันไม่แรงนักเมื่อเริ่มได้ใจหอมแก้มซ้ายแก้มขวาจนต้องหลบหลักเป็นพัลวัน  

 

เป็นเวลาตีหนึ่งกว่าๆที่คนตัวสูงเดินไปปิดไฟแล้วได้เวลานอนกันอย่างจริงจัง มันไม่หวือหวาหรือน่าตื่นเต้นหรอก พวกเรารู้ และก็เพราะว่ารู้ดี รู้ว่าตลอดนี่แหละ มันถึงไม่ต้องมีอะไรมากมาย แค่ง่ายๆ แต่หัวใจพอโตยิ่งกว่าลูกโป่งอัดแก๊ส

เตียงนอนยวบลงเมื่อถูก้ำหนักตัวจากอีกคนกดทับลงมา จำได้ว่าหลังจากความมืดโรยตัวลงแทนทีแสงไฟจนเหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดกระทบเข้ามา อ้อมกอดในแบบที่ไม่ค่อยคุ้นชินอาจเป็นเพราะเคอะเขินหรืออะไรก็แล้วแต่มินฮยอนกำลังทำมันด้วยการโอบกอดร่างของเขาจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมา

 

จุ๊บ~

เร็นจึงตอบแทนความน่ารักนี้ด้วยการจูบปลายคางคนของเขาด้วยความเขินน้อยๆ กระซิบบอกอีกคนด้วยคำพูดแผ่วเบา แต่เชื่อว่าต้องค้างอยู่ในหัวพวกเราอีกนาน

 

“ฝันดีเพื่อน.. เดี๋ยวจะรอเลื่อนสถานะหลังสอบนะ”

 

 

 

 

 

 

YOUNGKWANG


 

สภาพอากาศกำลังผันเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใหม่ ความสดใสของใบไม้ผลิผ่านพ้นไปกลายเป็นความฉ่ำชื้นที่ซัดสาดลงสู่พื้นดิน เป็นช่วงเวลาเกือบสองเดือนที่ โจ ยองมินพักฟื้นจนหายดีเป็นปกติและสามารถถอดเฝือกที่แขนออกได้แล้ว ทว่ากวังมินก็ยังคงมาส่งอีกคนเข้านอนเหมือนเช่นทุกวัน ต้นไม้ที่ใกล้ตาย หากดูแลรักษาจนกลับมาเติบโตอย่างดงามได้ฉันใด ชีวิตใหม่ที่มีแต่ความเข้าใจ จะคนหรือต้นไม้ก็งดงามฉันนั้น ถึงแม้ว่าความทรงจำอันโหดร้ายในห้องนอนแห่งนี้จะยังคงอยู่ในก้นบึ้งของห้วงความคิด แต่กวังมินก็ไม่ได้เกรงกลัวหรือหวั่นใจกับสิ่งที่เป็นอดีตไปแล้ว ทุกพื้นที่ในบ้านถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากความรู้สึกของของกัน มีแค่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงง้องอนเวลาไม่ได้ดั่งใจ

หากแต่มันคือความสุขที่ทั้งชีวิตรอคอย เพียงพอแล้วสำหรับปัจจุบันที่เป็นแบบนี้

 

“กวังมิน…” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกในขณะที่น้องชายกำลังเก็บข้าวของใส่ตู้เสื้อผ้า คนบนเตียงนั่งขัดสมาธิจ้องอีกคนไม่วางตา เผลอกำขาตัวเองแน่นถึงแม้ว่าตาโตๆนั่นยังคงให้ความสนใจแต่ของในมือ

 

“ครับ”

 

“คืนนี้นอนที่นี่ได้ไหม?” เป็นคำขอที่ไม่คิดว่าจะได้ยิน โจ ยองมินที่กวังมินเคยรู้จักนั้นไม่ใช่คนช่างพูด และยากจะคาดเดาความคิด หากแต่ตอนนี้เขากำลังสัมผัสได้ว่าพี่ชายกล้าแสดงความรู้สึกมากขึ้น กล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจหรือสิ่งที่กำลังคิดทั้งหมดออกมาโดยไม่ปิดบัง ก็มีเพียงพ่อแม่เท่านั้นที่พวกเขายังไม่กล้าบอก สำหรับเรื่องนี้คงต้องให้เวลาสำหรับการเตรียมใจบ้าง

 

“พี่รู้ไหม? ตั้งแต่โดนซ้อมมาเนี่ยพี่เด็กลงไปเยอะเลย” มือบางเก็บของชิ้นสุดท้ายเข้าที่แล้วเดินมานั่งลงบนเตียงข้างพี่ชายฝาแฝด กวังมินเอียงคอมองคนตรงหน้า ฉายแววความฉงนชัดเจนผ่านดวงตาและเรียวคิ้วที่เลิกขึ้นสูง

 

“นายจะมองพี่ยังไงก็ช่าง พี่จะไม่พูดสิ่งที่ไม่ตรงกับใจอีกแล้ว” น้ำเสียงและแววตาแสนจริงจังนั้นเป็นอีกอย่างที่เปลี่ยนไปของแฝดพี่ ตั้งแต่วันนั้นกวังมินได้รับรู้อีกด้านหนึ่งที่อีกคนเก็บซ่อนไว้ แต่เขาก็ยังไม่เคยชินกับมัน พอยองมินทำตัวอบอุ่นหรืออ่อนโยนขึ้นมา แฝดคนน้องก็มีอาการไปไม่เป็นไปทุกที

 

“โอเค” 

 

“..?.”

 

“นอนกันเถอะฮะ” 

เพียงเท่านั้น โจ ยองมินก็พยักหน้าตอบอย่างกระตือรือร้น กวังมินเหมือนจะเห็นหูตั้งๆกับหางสะบัดไปมาเมื่ออีกฝ่ายเก็บอาการดีใจไว้ไม่มิด เขาแอบอมยิ้มก่อนจะเอนตัวลงนอนเมื่อไฟในห้องถูกปิด เหลือแค่แสงสว่างจากโคมไฟตรงหัวเตียง แต่มันก็นานสักพักแล้วที่ไม่ได้นอนร่วมหมอนกับพี่ชาย ความใกล้ชิดของใบหน้าที่เหมือนกันทำให้กวังมินลอบถอนหายใจเงียบๆเมื่อกำลังตื่นเต้นจนเห่อร้อนไปทั้งหน้า ขยับตัวพลิกเบาๆตะแคงหันหาคนที่นอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่อย่างน่าเอ็นดู

ในตอนนั้นเองที่ดวงตาคู่สวยกลับลืมขึ้นจนเขาเผลอกลั้นหายใจเมื่อถูกจับได้ว่าแอบมอง

ทว่ากลับไร้ซึ่งเสียงใดๆเล็ดรอดจากลำคอของพวกเรา ไม่มีใครพูดอะไรออกมานอกจากระยะห่างของใบหน้าที่เข้าใกล้กันทุกขณะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นยองมินหรือตัวเองที่ขยับเข้าหา มันดึงดูดจนปลายจมูกแตะกัน

โจกวังมินเพิ่งจะมามีสติเอาตอนที่ไอร้อนทบทับอยู่บนริมฝีปาก ก่อนที่มันจะกลายเป็นความนุ่มหยุ่นและแนบสนิทกันในที่สุด

 

“พี่ฮะ อ..อ.” เด็กหนุ่มยกสองแขนขึ้นจับชุดนอนของแฝดพี่ไว้ตามสัญชาตญาณ เขาไม่ได้ต่อต้านขัดขืนแต่โอนอ่อนให้กับสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้ เหมือนกับตกอยู่ในห้วงแห่งความฝันเมื่อต่างคนตอบสนองกันอย่างโหยหา จนเมื่อผละออกมาก็เป็นอันต้องย้ำลงไปใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

 

“ขอโทษที่ทำให้นายรู้สึกไม่ดีนะ”

 

“ม..ไม่ใช่แบบนั้น” คนเป็นน้องส่ายหน้าปฏิเสธ รู้ว่าพี่กำลังคิดมากและพยายามหักห้ามไม่ยอมทำตามใจ  ไม่ได้กอดกันมานานเท่าไร รู้สึกยังไง เขารู้ แต่ยองมินคงไม่กล้าเอ่ยปากขอ อาจเพราะตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าเคยมอบความทรงจำอันเลวร้ายให้กับกวังมินเพียงเพราะอารมณ์โทสะของตน

 

“..?”

 

“ผมไม่ได้กลัวพี่แล้วนี่นา เพราะเรา…รักกัน”

คำตอบเรียบง่ายตรงไปตรงมาทำเอาคนฟังหัวใจเต้นถี่ เพราะกวังมินเป็นเด็กแบบนี้คนเป็นพี่ถึงได้รักจนหัวปักหัวปำ รัก..จนไม่สามารถยกให้ใครได้ นอกจากเก็บไว้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขากักขังอีกคนไว้ในอ้อมกอดที่เห็นแก่ตัวตลอดมา

 

“ที่ผ่านมาพี่ก็รักนายนะ” ถึงมันจะไม่มีประโยชน์แต่ยองมินก็อยากจะบอก เขารู้ว่าไม่อาจลบล้างความผิดในอดีตที่เคยทำไว้ แต่คนที่มีอิทธิพลต่อหัวใจของเขาก็มีเพียงกวังมินคนเดียวเท่านั้น

อย่าว่าแต่พี่ชายเลย คนที่นอนมองตาในระยะใกล้ก็ใจกระตุกกับคำพูดที่ได้ยินไม่แพ้กัน ไม่รู้ว่าตอนไหนที่ร่างกายของเขาแผ่ราบไปกับฟูกที่นอนจนเห็นเพียงท่อนแขนแกร่งเท้าอยู่ข้างหมอน คร่อมตัวบดบังแสงสว่างอันน้อยนิด

 

“แต่ผมไม่รู้ไง” กวังมินรีบก้มหน้าหลบกระซิบพูดกับตัวเอง แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเมื่อปลายคางถูกช้อนขึ้นเป็นการบังคับให้สบตาโดยมีปลายนิ้วหัวแม่มือไล้ข้างแก้มไปด้วย

 

“งั้นคืนนี้ให้พี่บอกนายทั้งคืนดีไหม?” นั่นคือคำขอร้องเหรอ.. แน่นอน กวังมินไม่คิดว่าใช่ มันฟังดูยียวนเล็กน้อย ทีเล่นทีจริง ห้ามขืดขืน ทว่ากลับไม่ใช่การบังคับแต่อย่างใด

เพราะทุกอย่างแสดงออกผ่านแววตา เขาจึงยอมให้นิ้วที่หยอกล้อกับผิวแก้มเมื่อครู่กดลงปลายคางช้าๆเปิดเรียวปากสีแดงฉ่ำเพื่อรับจุมพิตลึกล้ำจากคนด้านบน บดเบียดแนบแน่นจนเกิดเสียงในห้องกว้าง ถึงฟังดูน่าอายแต่ก็ไม่มีใครคิดจะหยุดมัน

เสียงหัวใจนั้นดังชัดเจนจนเจ้าของดวงตาคู่คมยิ่งอยากรุกไล่ย้ำสัมผัสให้หนักกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

“พ..พี่” ทว่ากวังมินกลับเป็นฝ่ายล่าถอยจากความร้อนแรงนั่นก่อน อกบางสะท้อนขึ้นลงหอบหายใจถี่ และทันทีที่พี่ชายผละห่างออกจากใบหน้าของคนน้อง หยาดน้ำใสๆรอบริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนก็ถูกเช็ดโดยตัวตนเหตุอย่างอ่อนโยน

ชั่ววินาทีที่หัวใจสั่นไหวราวกับปีกผีเสื้อนับร้อยโบกสะบัดเพียงแค่ได้เห็นดอกไม้แสนยั่วยวนอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แค่ยองมินหรอกที่อยากจะสร้างความทรงจำดีๆขึ้นมา เขาเองก็เช่นกัน ยิ่งอีกคนระแวดระวังเพื่อให้เกียรติเขามากเท่าไร เด็กหนุ่มก็ยิ่งอยากที่จะทำตามใจตนมาขึ้นเท่านั้น  โจ กวังมินกดยิ้มก่อนจะรั้งต้นคอพี่ชายให้ลงมารับจูบโดยที่ตัวเองเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วยความซุกซน ลำบากอีกคนที่ต้องอดทนแต่ก็ใจชื้น ยอมโอนอ่อนผ่อนตามให้เด็กน้อยเป็นฝ่ายชักนำ

 

“พี่รักนายนะ”

 

“รู้แล้วครับ” กระซิบเบียดริมฝีปาก ก่อนที่พี่ชายจะตอบสนองโดยการลากความอุ่นร้อนผ่านมุมปาก สันกราม ลามไปยังลำคอ เปลือกตาสีอ่อนหลับลงจนประสาทรับรู้ที่เกิดจากการสัมผัสยิ่งชัดเจน ชุดนอนของเขากำลังถูกเลิกขึ้นจนชายเสื้อยืดสีขาวมากองอยู่เหนืออก

 

 

 

 

 

 

[CUT]

 

 

 

 


 

 

 

 

เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองหลับไปตอนไหน นอกจากจะรู้แค่ว่าคืนนั้น.. เขาฝันดีที่สุดในอ้อมกอดของพี่ชายฝาแฝด

 

.

.

 

ก่อนที่เช้าวันใหม่จะเริ่มต้นขึ้น โจ ยองมินลืมตาขึ้นก่อนน้องชายฝาแฝด เขาจ้องมองใบหน้าหวานที่หลับพริ้มอยู่ข้างกายพลางอมยิ้มน้อยๆ ตอนกวังมินหลับสนิทช่างแสนน่ารักและเอ็นดู

ใบหน้าคมคายที่จะว่าคล้ายก็ไม่เชิงขยับเคลื่อนเข้าหาแล้วแตะริมฝีปากเบาๆบนหน้าผากมนอย่างที่เคยทำ เมื่อก่อนยองมินไม่เคยคิดอยากให้อีกคนรับรู้ในสิ่งที่ทำ แต่ตอนนี้มันกลับกัน ทุกความรู้สึกที่แสดงออก ทุกการกระทำ เขาต้องการให้กวังมินรู้ได้ว่า “รัก” มากแค่ไหน

 

ร่างบางงัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อรู้สึกว่าถูกรบกวนการนอน ใบหน้าของพี่ชายพร้อมรอยยิ้มคือสิ่งแรกที่กวังมินได้เห็นสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่

 

“อรุณสวัสดิ์”

 

“อรุณสวัสดิ์ครับ” เด็กน้อยตอบพลางส่งยิ้มน่ารักกลับคืนไป ผลที่ได้คืออ้อมกอดที่รัดแน่นรอบกายจนเกือบหายใจไม่ทัน

 

“พี่ยองมิน ผมหายใจไม่ออก” กำปั้นเล็กๆทุบลงบนอกกว้างหวังให้อีกคนคลายอ้อมกอดออกสักหน่อย ยองมินยอมทำตามใจแต่ไม่วายรั้งร่างบางเข้ามาใกล้ตัวจนทุกสัดส่วนกลับมาแนบชิดกัน “อย่าเพิ่งลุกได้ไหม? พี่อยากนอนกอดนายแบบนี้”

 

“ให้สิบนาที..” เพียงเท่านั้นหูและหางของคนเจ้าเล่ห์ก็สะบัดไปมาอย่างเริงร่าทันที

 

 

ว่ากันว่าคนเราจะเอาแต่ใจกับคนที่ใช่ โจ ยองมินก็เอาแต่ใจกับ โจ กวังมิน คนเดียวเท่านั้นแหละ 

 

 

.

.

 

END

 

  

 

 

 Talk ~~ ก่อนจากกัน 

 

 

FairyBee 

ในที่สุดก็มาถึงตอนสุดท้ายของฟิคแล้วจริงๆ..จุดพลุ

อยากขอบคุณคนอ่านทุกคนที่ติดมาจนถึงวันนี้ ..งานซึ้งต้องมา อิอิ รู้สึกเป็นโปรเจคที่ยาวนานมากเพราะสำหรับตัวเค้าเองซึ่งไม่คิดว่าจะได้ร่วมงานกับไรด์เตอร์ที่เขียนงานเก่งๆทั้งสองคนแบบนี้ 

ขอบคุณชมพู่กับน้องไอซ์ที่ยอมร่วมงานกับเค้าน๊า (ซับน้ำตาแปป)  5555555 อย่างที่รู้ๆฟิคนี้เกิดขึ้นจากการเล่นต่อฟิคกันแล้วมันแบบเป็นเรื่องเป็นราวมาก งานเขียนเลยต้องมาส่วนนึงเพราะเค้าเองเป็นตัวตั้งตัวตีอยากทำเลยต้องลากกันมาเขียนพาทุกคนเหนื่อยเลย แถมมีเอาเมนตัวเองจากวงอื่นมาผสมด้วย ก๊ากกกก >,< 

อีกอย่างขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมกับฟิคนี้ทั้งทำโปสทำโอพีวี ทำให้ฟิคเรื่องนี้ดูยิ่งใหญ่จัง #แอบเว่อร์ 5555  ขอบคุณแม่ยกแฝดด้วยที่คอยเชียร์อัพให้มีกำลังใจในการทำงานของพวกเรา  หวังว่าจะมีความสุขกับฟิคเรื่องนี้กันนะคะ 

 

..บก.สีชมพู ♥  

 

 

BS-EE 

ขอบคุณคนอ่าน คนที่ติดตาม ทุกๆคนที่มีส่วนร่วมกับฟิคเรื่องนี้ทุกนนะคะ อาจหายไปเลย หรืออัพช้าไปบ้าง แต่ในที่สุดมันก็จบแล้ว ยังไงก็อย่าลืมติดตามฟิคเรื่องอื่นๆของพวกเราด้วยนะ XD

 

 

S K – S a K U 

ฟิคเรื่องนี้ลงครั้งแรกกรกฎาคม 2013 และลงจบสมบูรณ์ กรกฎาคม 2014 ครบปีเลยว่างั้น ฮา~ ตอนนั้นไม่คิดเลยว่าจะเขียนกันออกมาได้ยาวถึง 7 ตอน (รวมสเปอันนี้ด้วย)

ขอบคุณ บก.สีชมพู สำหรับทุกสิ่งอย่าง จัดสรรได้เพียงแค่บอก หรืออาจจะไม่ต้องบอก เธอก็หามา โปสเตอร์ โอพีวี ฯลฯ

ขอบคุณ น้องไอซ์ สนองได้ทุกท่า แค่สั่งมาไอซ์ทำได้หมด สายอดทนยกให้ไอซ์ กว่าจะได้มาแต่ละตอน ทุกความหน่วง ดราม่า บีบหัวใจหรือท่ายาก พวกเราทำงานหนักมาก เชื่อเถอะ ก๊ากกกก

ขอบคุณทุกกำลังใจ การช่วยบอกต่อ คอมเม้นและทุกคำแนะนำเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราอยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนจบ


 

ฉากตัดรับทางเมล์ สำหรับคนที่เม้นให้เรามาตลอดค่ะ ^ ^

 


Comment

Comment:

Tweet

ปล.. ขอส่วนที่ คัทคะ @outlook.com" rel="nofollow" target="_blank">gamyuii_km4d@outlook.com ค่ะ

#3 By Gamyuii_Artira on 2014-07-24 01:25

อ่านไปนาน พึ่งได้เวลามาคอมเม้นค่ะ ก่อนอื่นขอบอกเลยว่า ตามงานชิ้นนี้เกือบปี เพราะชอบแนวเขียน ชอบเนื้อเรื่องบวกกับตัวเองเป็นแม่ยกแฝดทำให้อินกับฟิคเรื่องนี้อย่างแท้จริง อ่านตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสเปเชี่ยลรวมทั้งโอพีวีประกอบฟิค ยิ่งทำให้อินกับฟิคไปใหญ่ ไม่ว่าจะอ่านตอนไหนบอกเลยว่าร้ัองไห้ตลอดคะ 
...ตอนสเปเชี่ยลน่ารักทุกคู่ไม่ว่าจะเป็นคู่ ชานยอลกับลู่ห่าน หรือ มินฮยอนกับเร็น แอบบอกว่าคู่เพื่อนสองคนน่ารักมากคะ แบบอุ่นๆในหัวใจ เพราะเรามีอีกคนมาตลอดและมั่นใจได้เสมอว่าจะมีออีกคนตลอดไป
...มาถึงน้องแฝด บอกเลยว่าทั้งอ่านทั้งกรี๊ดดด !! น่ารักและอบอุ่น พี่ยองในลุคใหม่ก็น่ารักน่าหยิก น้องกวังก็ดูบริสุทธิ์ จนน่าถนอม....ชอบที่ตอนน้องตื่นมา สิ่งแรกที่เห็นคือรอยยิ้มของพี่ชายฝาแฝด รอยยิ้มจากคนที่รัก..มันปริ่มในหัวใจจนไม่รู้จะอธิบายยังไงเลยค่ะ เรื่มต้นเรื่องมาดาร์คมากแบบเจ็บจี๊ดที่หัวใจ แต่จบลงด้วยความอบอุ่นและสวยงาม
...ขอบคุณมากน่ะคะที่สวร้างผลงานดีๆออกมาให้อ่าน จะตามติดผลงานชิ้นต่อๆๆไปค่ะ cry cry cry

#2 By Gamyuii_Artira on 2014-07-24 01:24

อ่านไปด้วยความเขินอาย
เขินที่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าพี่ยองกลัวการสัมผัสน้องจะทำให้อีกคนไม่ชอบ เขินที่น้องเองก็อยากให้พี่นั้นมั่นใจว่าเค้าเองก็อยากให้อีกคนรับรู้ว่าเค้าไม่ได้รังเกียจ กลับรักหมดหัวใจด้วยซ้ำ อ่านมาถึงตรงนี้บอกตรงๆว่าปริ่มมาก (ถึงจะยังไม่ได้อ่านส่วนทีคัทก็เถอะ หุหุ) มันให้ความรู้สึกพี่ยองถนอมน้องมาก กลัวแก้วที่เปราะบางจะแตกคามือ ทั้งรัก ทั้งหวง ทั้งห่วง ทั้งหลง ยิ่งอ่านยิ่งเขิน ฮี่ๆ โปรเจคนี้สนุกมากจิงๆค่ะ ดีใจที่ได้ตามงานนี้ตั้งแต่แรก ขอบคุณที่อีกครั้งนะคะ โปรเจคนี้ จะตามงานอื่นๆอีกเรื่อยๆค่ะ ปล.ขอส่วนที่คัทด้วยีนนะคะ liu_4444@hotmail.com ขอบคุณมากค่ะ^^

#1 By Ladyliu_HJL (124.120.189.205|124.120.189.205) on 2014-07-16 09:26