Title : สโนว์ว้ายกับคนแคระทั้งหมด

Author : S K – S a K U

Couple : Donghyun x Hyunsong ft.Boyfriend + K-Wil & Sistar

Rating : PG-15

Genre : A/U

Author’s note :  นิทานก่อนนอนภาคบอยเฟรนด์เรื่องที่สอง เรื่องนี้เป็นฟิคแก้บนนะ บนแฟนตาซีไว้(ให้เด็กๆได้ที่หนึ่งรายการเพลง)แต่พลอตดีๆจนปัญญาเขียนค่ะ เอาแฟนตาซีเสื่อมไปก่อนเนอะ

 

คู่หลักดงซอง หากรับไม่ได้ให้ปิดหน้าต่างลง แต่ถ้าอยากสัมผัสอะไรแปลกใหม่ แนะนำให้ลอง เพราะปกติคนแต่งก็จิ้นแต่ซองดงแหละ เพิ่งมาลองกลับบทเรื่องนี้เรื่องแรกเลย ฮา

 

#ชอบของแปลกมาคุยกับพี่ ของดีๆเชิญช่องถัดไป ตามนี้นะคะ

 

 

 

 

ณ ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันหลากหลาย เมืองแห่งนี้ยังคงปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ มีพระราชาเป็นเจ้าแผ่นดินและพระราชินีเคียงคู่บัลลังก์ ภูมิประเทศของเมืองจัดอยู่ในเขตร้อน ประชากรส่วนใหญ่มีผิวสองสี ทว่าเจ้าหญิงเพียงองค์เดียวของอาณาจักรที่เกิดจากพระราชาเควิลและราชินีฮโยลินกลับมีผิวที่ขาวหมดจดราวหิมะ นามของพระองค์คือฮยอนซองและมีชื่อเล่นว่าสโนว์ซึ่งแปลว่าหิมะ

 

หากแต่ราชินีฮโยลินไม่มีโอกาสเลี้ยงดูเจ้าหญิงจนเติบใหญ่ พระนางประชวรหนักตอนเจ้าหญิงน้อยมีพระชนมายุราวเจ็ดชันษาและสิ้นพระชนม์ไปท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคน

 

พระราชาเควิลเฝ้าถนอมเลี้ยงดูเจ้าหญิงน้อยจนย่างเข้าสู่วัยรุ่น แล้วจึงยอมอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงดาซมพระธิดาจากเมืองทางเหนือเพื่อสานความสัมพันธ์(ระหว่างอาณาจักร)

 

เจ้าหญิงดาซมหรือราชินีองค์ปัจจุบันนั้นเป็นที่เลื่องลือเรื่องความงดงาม ว่ากันว่าผิวของพระนางขาวผ่องราวกับน้ำนม เส้นผมเหยียดตรงและเรียบลื่นดุจแพรไหม ใบหน้าดั่งกับตุ๊กตาที่มีใครสรรปั้นแต่ง แต่พระนางทรงชอบเก็บตัวอยู่ในห้องแล้วนั่งหน้ากระจกใบโปรดซึ่งติดตัวมาจากเมืองของพระนาง ความวิเศษของกระจกบานนี้คือสามารถพูดได้ มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะเพราะราชินีดาซมาจากดินแดนที่มีผู้ใช้เวทย์มนตร์ได้

 

บ่อยครั้งที่เหล่าข้ารับใช้จะได้ยินพระองค์ตรัสถามกระจกวิเศษถึงคนที่งามที่สุด และในทุกครั้งเสียงที่ได้ยินกลับมาก็คือชื่อของพระนาง จนกระทั่งวันหนึ่งชื่อที่ขานตอบกลับเป็นนามขององค์หญิงฮยอนซอง และไม่เคยกลับเป็นชื่อของพระนางอีกเลย

 

จากที่ไม่เคยชอบลูกเลี้ยงอยู่แล้ว ราชินีดาซมยิ่งเกลียดเจ้าหญิงฮยอนซองมากขึ้น พระนางไม่เข้าใจว่าเด็กที่พ่อแม่ผิวสีแทน(พระราชาเควิลกับราชินีฮโยลินไม่ใช่คนขาว)แล้วลูกออกมาขาวได้อย่างไร แต่ก็ไม่เท่ากับเสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงองค์นี้

ในยามตกใจ ดีใจ และเสียใจ เสียงของเจ้าหญิงฮยอนซองจะแหวกอากาศทิ่มแทงแก้วหูของพระนางจนแทบทนไม่ได้ หลายคนให้ฉายากับเจ้าหญิงฮยอนซองว่า “สโนว์ว้าย” หรือผู้ที่มีผิวขาวราวหิมะและเสียงสุดบาดทรวง

 

เจ้าหญิงสโนว์ว้ายใช้ชีวิตในวังหลวงโดยไม่เคยรู้ถึงความเกลียดชังหรือริษยาที่พระมารดาเลี้ยงทรงสะสมไว้ จนกระทั่งวันหนึ่งที่พระมารดา(เลี้ยง)วางแผนขับไล่พระธิดานอกอกออกไปจากชีวิตโดยการให้คนสนิทพาสโนว์ว้ายไปทิ้งไว้ในป่าต้องห้ามที่มีเรื่องเล่าขานว่าหากหลงเข้าไปแล้วจะไม่มีโอกาสกลับมา

 

.

.

 

“ไอ้พวกผิดปกติ คนแคระที่ไหนเขาสูงร้อยแปดสิบแบบแกสองคนกัน” เสียงของคนตัวเล็กตวาดก้องจนดังไปทั่วบริเวณบ้านแต่เพราะมันไม่ได้ติดกับใครเนื่องจากอาณาเขตแทบจะทั้งป่าแห่งนี้เป็นของหมู่บ้านคนแคระ ลีจองมินจึงสามารถส่งเสียงดังได้ตามที่ใจต้องการ

 

“ใช่ ไอ้คนแปลกแยก ไอ้แฝดต้นสน” เป็นอีกเสียงจากคนตัวเล็กไม่ต่างกันที่กล่าวสนับสนุน

 

“เฮ้ นี่มันจะมากไปแล้วนะ” โจยองมินหรือหนึ่งในคนที่ตัวสูงกว่าจองมินกับมินวูโต้กลับมา แต่ไม่ทันไรก็ถูกพี่ใหญ่ในวงสนทนาตอกกลับแทบจะทันที “พวกข้าพูดอะไรผิด เจ้ามันไม่ใช่คนแคระ”

                                                                                                                                                                

“พี่คิดเหรอว่าผมอยากเป็นแบบนี้ ผมไม่ได้อยากแปลกแยกสักหน่อย” เด็กหนุ่มผมทองที่มีใบหน้าไม่ต่างจากยองมินเอ่ยเสียงสั่น คงไม่แคล้วน้ำตาตกอีกตามเคย

 

“กวัง…เดี๋ยวสิ” อยากจะคว้ามือแฝดคนน้องเอาไว้แต่ก็ไม่ทัน ยองมินจึงทำได้เพียงหันมาส่งสายตาคาดโทษคนตัวเล็กทั้งสองแทน “พี่จองมิน พี่ทำเกินไปแล้วนะ”

 

“เกินไปตรงไหนไอ้โย่ง”

 

“จะว่าผมยังไงผมไม่แคร์หรอกนะ แต่พี่ก็รู้ว่ากวังมินน่ะเขาคิดมาก”

 

“จะคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก ยังไงนายสองคนก็ผิดปกติ” มินวูเสริมเข้าให้

 

“ผมหมดความอดทนแล้วนะพี่”

 

“ยังไง?”

 

“ถ้าพี่ว่าผมอีก ผมจะว่าพี่บ้างแล้วนะ”

 

“ก็ว่ามาสิ” คนสูงด้วยวัยวุฒิกล่าวท้าอย่างไม่ยี่หระ

 

“เตี้ย”

 

นั่นคือคำแรก

 

“ขาสั้น”

 

ตามด้วยคำที่สอง 

 

“ไม่โต”

 

และคำสุดท้ายก่อนที่สติของลีจองมินจะขาดผึงและตะเบ็งเสียงทั้งหมดออกมาใส่คนอายุน้อยกว่า

 

โจ ยองมิน!!!

 

“ไม่มีคนแคระที่ไหนเขาสูงกันหรอกนะ นายจะมาว่าพวกชั้นเตี้ยไม่ได้นะ” มินวูปรี่เข้าไปหายองมินแต่ก็ถูกมือของอีกคนดันศีรษะไว้ไม่ให้เข้าถึงตัว

 

“แต่นายกับพี่จองมินก็เตี้ยจริงๆนี่” ย้ำไปอีกครั้งอย่างเหนือชั้นพร้อมกับดันหัวของมินวูให้ออกห่างตัว

 

“ไอ้พวกนอกคอก” จองมินทำได้เพียงสบถด่าเพราะไม่สามารถเข้าถึงตัวคนที่แขนขายาวกว่าได้เลย

 

“นอกคอกแบบผมก็อาจจะดีกว่าเตี้ย ขาสั้นแบบพี่ก็ได้” ยองมินกล่าวอย่างเป็นต่อก่อนจะปล่อยมือจากศีรษะของมินวูแล้ววิ่งออกจากบ้านตามร่างบางของน้องชายฝาแฝดไป

 

.

.

 

ป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงจนแทบจะไม่เห็นแสงตะวันเริ่มมืดลงทุกขณะเมื่อพระอาทิตย์ค่อยๆคล้อยต่ำลง

 

สองขาเรียวที่เคยแต่ย่างกรายลงบนพื้นเรียบก้าวเดินอย่างยากลำบากไปตามทางขรุขระและเต็มไปด้วยต้นไม้เล็กๆ องค์หญิงฮยอนซองนั้นถูกเลี้ยงดูประคบประหงมราวกับไข่ในหินแทบจะไม่เคยสัมผัสความลำบาก แต่ในสถานการณ์เช่นนี้จะมัวแต่นั่งอยู่กับที่แล้วรอความหวังคงไม่ได้ ยังไงเสียการพยายามหาทางออกด้วยตนเองก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ

 

ความมืดเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วจนแทบจะมองไม่เห็นทางเดิน แม้จะหวาดหวั่นแต่ฮยอนซองก็แข็งใจเดินต่อไปเรื่อย และในความเงียบสงัดนั้นเขาเริ่มได้ยินเสียงบางอย่างจากทิศทางเดียวกับทางที่กำลังมุ่งหน้าไป

 

ใจหนึ่งก็แสนกลัวกับการเผชิญหน้า  ทว่าอีกใจหนึ่งก็บอกว่าต้องลองดู สุดท้ายความอยากรู้ก็มีมากกว่า ฮยอนซองเริ่มแน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงสะอื้นไห้ ดวงตาเล็กๆพยายามสอดส่ายไปตามแมกไม้ อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่า ถ้าเป็นเสียงร้องไห้แปลว่าที่แห่งนี้ยังมีคน แล้วสายตาก็พลันไปสะดุดกับเงาหนึ่งที่ขดตัวพิงต้นไม้ใหญ่

 

สองขาค่อยๆก้าวเข้าไปใกล้จนเห็นร่างของใครคนนั้นชัดขึ้น เด็กผู้ชายที่อายุน่าจะน้อยกว่าเขาสักหน่อยกำลังนั่งร้องไห้อย่างน่าสงสาร

 

“เจ้าเป็นอะไร ใครทำอะไรเจ้า” อดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยความเป็นห่วง

 

“ฮึก..ก”

 

เด็กหนุ่มตัวบางเจ้าของเรือนผมสีทองเงยหน้ามองตามต้นเสียง ทำให้ฮยอนซองเห็นคราบน้ำตาและดวงตาแดงก่ำชัดเจน

 

“อ้ะนี่ เช็ดหน้าซะ” ม